|

“กนอ.” หนุนนิคมฯพิจิตรฐานลงทุนนวัตกรรมใหม่โซนภาคเหนือ เซ็นสัญญาบ.เอคโค่เช่าพื้นที่ขยายการผลิตรองเท้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 
“กนอ.” ร่วมลงนามสัญญาเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร กับ บ.เอคโค่ ผู้ผลิตรองเท้ารายใหญ่อันดับ 7 ของโลก จากประเทศเดนมาร์ก บนพื้นที่ 26 ไร่ ขยายกิจการผลิตชิ้นส่วนประกอบรองเท้า ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รับนโยบายหนุนพิจิตร สู่ศูนย์กลางลงทุนและฐานผลิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแถบภาคเหนือ หนุนมหาวิทยาลัยนเรศวรเปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ (ไซแอนด์ ปาร์ค) ศูนย์ประสานผู้ประกอบการด้านวิจัยนวัตกรรมการผลิต คาดแล้วเสร็จปี 2551 เอื้อนักลงทุนแบบครบวงจร นายอุทัย จันทิมา ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนล่าง (พิจิตร) ระหว่างบริษัท เอคโค่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้ผลิตรองเท้า จากประเทศเดนมาร์ก กับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะนำมาซึ่งการกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เนื่องจากเอคโค่เป็นบริษัทผลิตรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก สามารถผลิตรองเท้าได้มากถึง 11 ล้านคู่ต่อปี โดยการขยายกิจการของเอคโค่ในประเทศไทย มีการจัดตั้งโรงงานที่ใช้เทคโนโลยี การผลิตใหม่ล่าสุดของเครือข่ายเอคโค่และอยู่ในระดับมาตรฐานโลก สามารถตรวจสอบและควบคุมคุณภาพการผลิตได้ทุกขั้นตอน และเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหนังซึ่งปราศจากการใช้สารสังเคราะห์ ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค พร้อมกันนี้ กนอ. มุ่งหวังว่าเอคโค่จะลงทุนซื้อพื้นที่เพื่อขยายกิจการอีกในระยะต่อไป ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทเอคโค่ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในไทย โดยมีร้านค้าปลีก และศูนย์จัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในจังหวัดกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมกว่า 30 แห่ง โรงงานที่ตั้งขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนล่าง (พิจิตร) นับเป็นโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่รวม 26 ไร่ เพื่อผลิตชิ้นส่วนประกอบรองเท้า โดยแห่งที่ 1 ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนพื้นที่กว่า 36 ไร่ กนอ. ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนล่าง(พิจิตร)ให้เป็นประตูการค้าสู่อินโดจีน [Indo-China] และเป็นพื้นที่ศักยภาพการลงทุนแห่งใหม่ ที่จะเป็นศูนย์กลาง และฐานการผลิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี [Science Based Technology Industry] โดยล่าสุดได้สนับสนุนและให้ความร่วมมือ กับมหาวิทยาลัยนเรศวรในการใช้พื้นที่จำนวน 137 ไร่ เปิดโครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ [Science Park] โดยในเบื้องต้น โครงการดังกล่าวจะมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี2550-2554) ซึ่งประกอบด้วย 1. ศูนย์ประสานงานกับผู้ประกอบการ คาดว่า จะดำเนินงานแล้วเสร็จในปี 2551 ซึ่งจะจัดเป็นอาคารแสดงและจำหน่ายผลงานการวิจัย เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำเร็จรูปเพื่อประกอบการอุตสาหกรรม พร้อมทั้งอาคารฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการและเป็นศูนย์การเรียนรู้สู่ชุมชน 2. โรงงานต้นแบบ [Pilot Plant] คาดว่า ดำเนินงานแล้วเสร็จในปี 2551 สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากข้าว และสมุนไพร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ โรงงานผลิตต้นแบบ โรงงานสกัด และคลังสินค้า 3. โครงการศูนย์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ คาดว่า ดำเนินงานแล้วเสร็จในปี 2551 โดยการศึกษาการนำเปลือกไข่ไรแดงมาหมัก เพื่อทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ 4. ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแบบครบวงจร คาดว่า ดำเนินงานแล้วเสร็จในปี 2553 โดยมีการวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากผลิตผลทางการเกษตรท้องถิ่น เพื่อพัฒนาทั้งในด้านกระบวนการผลิต ยกระดับบุคลากร รวมถึงการให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ และให้บริการเครื่องมืออุปกรณ์แปรรูปในระดับทดลองการผลิต นอกจากนี้จะมีการออกแบบ และบริหารจัดการให้เป็น โครงการสาธิตการใช้พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ทั้งหมดนี้จะนำมาซึ่งการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆให้กับนักลงทุนอย่างครบวงจร “ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิจิตร มุ่งหวังที่จะผลักดันให้นิคมฯดังกล่าว เป็นนิคมฯ ต้นแบบของพื้นที่ลงทุนแถบภาคเหนือตอนล่างที่มีศักยภาพสูง ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง และฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำนวัตกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งได้จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยนเรศวร เข้ามาใช้ประกอบการอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่เหลืออยู่ประมาณ 500 ไร่ ”นายอุทัยกล่าว สำหรับจุดแข็งและโอกาสการลงทุน กนอ. ได้เตรียมความพร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานให้กับนักลงทุนอย่างครบวงจร อาทิ การวางระบบประปา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งน้ำดิบที่เป็นน้ำบาดาลสามารถผลิตน้ำประปาได้ไม่น้อยกว่า 6,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และมีแหล่งน้ำสำรอง เป็นบ่อเก็บกักน้ำผิวดิน 45,000 ลูกบาศก์เมตร มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานสากล ที่เรียกว่า ระบบ Waste Stabilization Ponds ซึ่งสามารถรองรับน้ำเสียได้ไม่น้อยกว่า 5,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ตลอดจนมีระบบกำจัดกากของเสียที่ได้รับรองมาตรฐานสากล และได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และการสร้างภูมิทัศน์เขตพื้นที่อุตสาหกรรมสีเขียว [Green&Clean] เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้นิคมฯพิจิตร มีขนาดพื้นที่ 1,235 ไร่ มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์แบบ พร้อมกับการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร [One Stop Service] ตั้งอยู่ในโซน 3 ตามสิทธิประโยชน์ และภาษีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอยู่ในนิคมฯแห่งนี้ จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัทอินเว (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทอินโนเวทีฟ ไอเดนติฟิเคชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด และบริษัทเอคโค่ (ประเทศไทย) จำกัด
|